ชุมชนนักเขียน/นักอ่าน | แผงหนังสือ
  EmotionWay.com » ชุมชนนักเขียน/นักอ่าน » อ่านต้นฉบับ
อ่านต้นฉบับ


โดย
เขียนเมื่อ ไม่พบข้อมูล
ประเภท
เพื่อน เพิ่มเป็นเพื่อน
ดู
คอมเมนต์ : ไม่พบข้อมูล

ตอน บทที่ 9
รถกระบะสี่ประตูสีดำ เกือบจะไม่ได้เข้ามาจอดในลานจอดรถของคอนโดหรูย่านใจกลางเมืองเมื่อ รปภ.หน้าตึกทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เมื่อเห็นรถที่ไม่คุ้นตาแล่นเข้ามาภายในอาคาร

จนอิงธารต้องเปิดกระจกยื่นหน้าสวยๆออกไปเป็นเครื่องการันตีให้เห็นว่ามาถูกที่แล้วจน รปภ.วัยดึกที่คุ้นหน้ากันดีรีบยกมือทำความเคารพแทบไม่ทัน


“อ้าว คุณน้ำอิงเอง แล้วรถไปไหนซะล่ะครับ”

“พี่เวย์เอารถไปน่ะค่ะ”

ก่อนที่อิงธารจะกวักมือเรียกลุงยามที่ป้ายบนหน้าอกเหนือกระเป๋าเสื้อบอกว่าชื่อ สมบุญ จันทร์กระโทก


“ลุงบุญมานี่หน่อย อิงมีไรจะบอก”


ให้ลุงบุญรีบวิ่งอ้อมไปหาอีกด้านก่อนลดกระจกลงไปกระซิบกระซาบข้างหูเบาจนคนขับที่นั่งอยู่ข้างๆยังไม่ได้ยิน ลุงยามที่รับคำสั่งเสร็จตะเบ๊ะให้อีกครั้งก่อนโบกมือเป็นสัญญาณให้เคลื่อนรถเข้าไปภายในอาคารได้ ให้อริญชย์ที่มองกระจกหลังเห็นตาลุงยืมอมยิ้มอยู่อดสงสัยไม่ได้


“คุณบอกอะไรลุงแกเหรอ ยิ้มไม่หุบเลย”


“ไม่มีอะไรค่ะ แค่บอกว่าไม่ต้องให้หมอออมแลกบัตรเท่านั้นเอง”


คนที่ฟังคำตอบแม้เชื่อไม่สนิทแต่ก็ไม่ซักต่อ ได้แต่ขับรถวนไปตามทางขึ้นตามที่เจ้าของพื้นที่บอก ก่อนเอารถจอดเข้าซองที่มีป้ายบอกเลขทะเบียนและหมายเลขที่เดาว่าคงเป็นเบอร์ห้องแขวนอยู่บอกความเป็นเจ้าของสิทธิ์


“ถึงแล้ว” คนขับบอกเบาๆเมื่อรถจอดเทียบสนิทโดยยังไม่ดับเครื่องยนต์


“ค่ะ ถึงแล้ว”


เจ้าของบ้านก็ยังไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่าประโยคเดียวกัน เมื่อความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้งบรรยากาศน่าอึดอัดจึงอบอวลอีกหน ยังไม่อยากจากกันตอนนี้ แบบนี้ คือความรู้สึกที่อยู่ภายในแต่หาได้มีคำพูดใดหลุดรอดออกไป


“หมอดับเครื่องก่อนดีไหมค่ะ” อิงธารอีกแล้วที่เริ่มประโยคก่อนและแทบจะทันทีที่อริญชย์ยอมทำตามอย่างว่าง่าย


“ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาส่ง”


“...........” เงียบไร้คำพูดนอกจากพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับคำก่อนจะโพล่งคำที่แม้แต่ตัวเองยังคิดไม่ถึงว่าจะกล้าพูดออกไป


“เอ่อ ไม่ทราบว่าห้องคุณพอจะมีกาแฟบ้างมั้ย”


“คะ” อิงธารรับคำลอยๆก่อนตั้งสติได้


“มีค่ะ อิงนี่แย่จังนะคะต้องให้หมอพูดก่อนแทนที่จะเชิญหมอขึ้นไป”


“คือปกติป่านนี้ต้องถึงบ้านแล้ว คิดว่ากว่าจะขับรถถึงบ้านคงจะง่วง”


ไม่จริงทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้โกหกซะทีเดียว เท่าที่รู้คือใจตัวเองสั่งว่ายังไม่อยากกลับตอนนี้ แม้สิ่งที่ทำลงไปอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรนัก



ก่อนที่จะก้าวตามเจ้าของบ้านคนสวยลงจากรถเดินตามไปยังลิฟต์ที่เวลายามเช้าเช่นนี้ยังไม่มีผู้ใดร่วมทางด้วย เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่อยู่ในห้องโดยสารสี่เหลี่ยมจัตุรัสแคบๆนี้จึงยาวนานเหลือเกินกับการยับยั้งความรู้สึกรุ่มร้อนที่ก่อตัวขึ้นช้าๆท่ามกลางความเงียบ


ใบหน้าสวยหวาน ร่างแบบบาง แขนอ้อนแอ้น ท่อนขาเรียวงามที่โผล่พ้นกระโปรงสั้นลูกไม้สีชมพู ผมยาวดัดเป็นลอนปลายที่ถูกเจ้าของรวบไว้ง่ายๆเผยให้เห็นต้นคอขาวที่มีไรผมสีน้ำตาลอ่อนชวนมอง ช่างเย้ายวนจนคนที่เคยครองสติได้ดีเริ่มกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น


อยากจะกัดลิ้นตัวเองนักที่พูดพาตัวเองให้ต้องมาอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงน่าทรมานเช่นนี้


และเหมือนเสียงระฆังช่วยเอาไว้เมื่อประตูลิฟต์ถูกเปิดออกเมื่อถึงที่หมาย ก่อนหัวใจที่เต้นแรงราวกับมีใครมารัวกลองอยู่ข้างในจะหลุดออกมาเต้นนอกขั้ว แต่แล้วกลับมาคิดได้ว่าการอยู่ในที่รโหฐานกันเพียงลำพังสองต่อสองน่ากลัวยิ่งกว่าอีกมิใช่หรือ

แต่จะกลับลำตอนนี้คงช้าเกินการเสียแล้ว


จึงได้แต่บอกตัวเองว่าตั้งสติให้ดีสิ อริญชย์ แกไม่ใช่เด็กไม่ประสาเรื่องความรัก ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ อย่างน้อยบางทีอาจเจอเวณิการออยู่ในห้องนั้นแล้วก็เป็นได้


“เชิญค่ะ ห้องรกหน่อยนะคะ อิงไม่ค่อยมีเวลาจัด”


ร่างบางเดินนำแขกเข้ามาในห้องชุดที่ถูกจัดแต่งสไตล์โมเดิร์นทันสมัย เครื่องเรือนน้อยชิ้นแต่ถูกจัดวางไว้กลมกลืมดูลงตัว ท่ามกลางกระจกล้อมรอบเผยให้เห็นบรรยากาศเมืองหลวงในยามเช้าสุดลูกหูลูกตาเมื่อมองจากชั้น 29 ของตึกสูงระฟ้าแห่งนี้


ถึงแม้จะเป็นห้องชุด แต่พื้นที่กะประมาณด้วยสายตาไม่น่าจะน้อยกว่าร้อยตารางเมตรถูกจัดแบ่งโซนการใช้งานเป็นสัดส่วนแยกห้องที่คาดว่าคงเป็นห้องนอนไว้ที่ปีกคนละด้านของมุมรับแขกใจกลางห้อง ที่มีโคมไฟแก้วเจียระไนห้อยระย้าอยู่ตรงกลาง


ไม่เห็นจะรกสักนิด อริญชย์คิดในใจก่อนหย่อนตัวลงบนอาร์มแชร์เล่นลายขาวดำ ตัดกับโซฟารูปตัวแอลสีขาวตัวใหญ่


“หมอ รอแป๊บนะคะ” เจ้าของห้องทิ้งท้ายก่อนเดินไปหยิบรีโมทมากดเปิดเครื่องปรับอากาศ


“รับอะไรดีคะ กาแฟ หรือชา หรือ....” ตะโกนถามจากแพนทรี่เล็กๆที่คงจะทำได้แต่อาหารง่ายๆ ให้คนที่นั่งรออยู่ไม่ห่างนักพอได้ยิน


“ขอกาแฟร้อนธรรมดาๆ ก็พอ”


ความกว้างของห้องพอจะทำให้ความรู้สึกรุมเร้าเจือจางลงเมื่อไม่ต้องอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปนัก ไม่นานกลิ่นกาแฟหอมๆก็ลอยมาแตะจมูกก่อนที่เจ้าตัวสร้างกลิ่นจะตามมาติดๆ พร้อมร่างบางที่ส่งกาแฟถ้วยเล็กในชุดจานรองน่ารักให้คนที่นั่งอยู่ก่อนหน้ายื่นมือมารับไป


“ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไงนะคะ ปกติอิงก็ไม่ค่อยได้ชงทานเอง”


ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเท้าแขนของโซฟาตัวเดียวกันจ้องคนที่กำลังจิบกาแฟอยู่เหมือนลุ้นว่าจะถูกใจคนดื่มหรือไม่ โดยไม่ระวังตัวปล่อยให้เนินอกเบียดเข้ากับต้นแขนอีกคน


จนคุณหมอที่กำลังจิบน้ำสีดำควันฉุยนั้นเผลอยกขึ้นซดอย่างลืมอุณหภูมิจนสำลักความร้อน “พรวด” ดีแต่ว่ายกมือขึ้นปิดปากไว้ได้ทันก่อนเจ้าน้ำรสขมจะกระจายเปื้อนโซฟา


“ว้าย หมอออมเป็นอะไรคะ ร้อนรึเปล่า”


ตัวการรีบเด้งตัวลุกขึ้นทันทีแล้วรีบคว้ากล่องใส่ทิชชู่มานั่งคุกเข่าลงตรงหน้าก่อนยื่นกระดาษผืนบางให้อีกคนรับไปซับปาก


เดี๋ยวก่อนสิ ภาพเหตุการณ์นี้มันคุ้นตาคุ้นใจเหลือเกิน เหมือนตอนที่อิงธารสำลักมาม่าเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาอย่างไรอย่างนั้นแค่สลับที่กันเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ

สติที่เคยพยายามครองไว้ เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง ภาพที่ยังฝังแน่นในความทรงจำเพียงเพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์นั้นมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว สถานการณ์กระตุ้นให้อารมณ์กระเจิดกระเจิงวนกลับมาอีกครา ต่างกันเพียงคราวนี้คนที่นั่งอยู่เบื้องล่างคือคนตัวเล็กกว่า


ความร้อนจากอุณหภูมิเดือดของน้ำที่ลวกริมฝีปากไม่สร้างความเจ็บปวดให้คนโดนสักนิด เมื่อตอนนี้อุณหภูมิในร่างกายดูจะปะทุเลยจุดเดือดนั้นไปแล้ว เส้นความอดกลั้นที่คนเป็นหมอพยายามขึงให้ตึงเริ่มหย่อนไปตามแรงปรารถนาที่ทวีมากขึ้นเรื่อยๆ


โดยคนสวยที่ยังห่วงสวัสดิภาพของคนเจ็บไม่ทันรู้ว่าการดันตัวให้สูงขึ้นเพื่อจะได้ดูร่องรอยแผลให้คนที่นั่งสูงกว่าได้ถนัดนั้น ช่างเย้ายวนให้คนพยายามอดทนต่อความเร่าร้อนในเรือนกายแสนทรมาน


จงใจจะแกล้งให้ขาดใจตายเลยใช่ไหม


มือบางที่เอื้อมมาสัมผัสปลายคาง และนิ่งค้างไว้เมื่อได้สบตาคนที่สูงกว่าแล้วจึงเริ่มรู้สึกตัวว่าใกล้ชิดอีกคนจนได้ไออุ่นลมหายใจที่เริ่มขาดช่วง


และโดยไม่ต้องรอให้ใครบอกว่าควรทำอย่างไร


มือเรียวยาวของคนที่อยู่เหนือกว่าก็รั้งร่างบางนั้นมาใกล้
ก่อนจะก้มลงปิดริมฝีปากบางใสนั้นด้วยริมฝีปากที่ยังแดงด้วยพิษความร้อนอยู่อย่างไม่เกรงกลัวความเจ็บแสบ เมื่อหัวใจเรียกร้องให้ร่างกายตอบสนองต่อความต้องการภายใน


ความรู้สึกยับยั้งชั่งใจจึงถูกแรงปรารถนาที่มีอำนาจเหนือกว่าบดบังกลืนหายไปตามกระแสอารมณ์ มือบางยกขึ้นโอบรอบต้นคอคนที่อยู่เหนือกว่าไว้เมื่อรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเบาจนแทบจะลอยเคว้งได้ในอากาศ


ริมฝีปากร้อนผ่าวของคนสูงกว่าบดขยี้เบาๆอย่างเรียกร้องให้ต้องตอบสนองไปอย่างนุ่มนวล มือยาวเรียวเริ่มลูบไล้เรือนร่างบางนั้นอย่างหลงใหลลืมตัว ก่อนจะแทรกปลายลิ้นอุ่นเข้าไปลิ้มรสความหวานละมุนจากปากบางใสที่เจ้าของเริ่มหายใจหนักหน่วงเหมือนคนเหนื่อยหนัก



รสสัมผัสที่หอมหวานอ่อนโยนเริ่มเร่งเร้าให้รุมร้อนมากขึ้น เมื่อมือเรียวยาวเริ่มไม่อยู่นิ่งออกสำรวจเรือนกายหอมกรุ่นนั้นอย่างถือสิทธิ์ให้คนโดนรุกรานเริ่มหอบหายใจถี่ และสะดุ้งนิดๆเมื่อมือนั้นแทรกผ่านเสื้อแขนกุดสีขาวนวลเข้าไปสัมผัสเนื้อนวลภายในทั้งที่ยังไม่ได้ถอนริมฝีปากที่ยังบดเบียดแลกเปลี่ยนความหวานจากริมฝีปากของเธอ


มือข้างที่ยังเหลือว่างไม่ถูกปล่อยให้เปล่าประโยชน์ได้นานต้นขาเรียวขาวนั้นจึงเป็นเสมือนจุดหมายที่ได้สร้างความพึงใจให้มือซุกซนได้ลูบไล้ปั่นป่วนอารมณ์ให้เจ้าของต้องเกร็งไปทั้งร่าง



แต่ก่อนที่คลื่นอารมณ์จะกระหน่ำถาโถมรุนแรงไปมากกว่านี้ อิงธารค่อยๆดันร่างสูงของอีกคนให้ถอนริมฝีปากออกช้าๆอย่างอ้อยอิ่ง ตาคมที่มองลอดผ่านแว่นสายตาแดงก่ำเหมือนคนจับไข้ จ้องมองคนที่ใช้มือบางดันร่างตัวเองออกห่างอย่างไม่เข้าใจ


“พอก่อนค่ะ หมอ” กระซิบเสียงพร่า ลมหายใจยังหอบถี่


“ถ้าพี่เวย์กลับมา”


อิงธารที่เกือบจะปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแสอารมณ์คิดขึ้นได้ในวูบหนึ่ง เวณิกาจะกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้ และที่สำคัญพี่เวย์มีกุญแจสำรอง อิงธารคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเวณิกาเปิดประตูเข้ามาเห็นเหตุการณ์ที่ยังเลยเถิดต่อไป


เธอจะเอาหน้าไปฝากไว้ที่ใครได้


อริญชย์เองพอได้ยินชื่อเพื่อนรักก็เข้าใจทันที และเมื่อสติเริ่มกลับมาหลังจากแรงปรารถนาได้ถูกปลดปล่อยให้คลายตัวลง แม้จะยังไม่ถึงที่สุดของปลายทางแต่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ทำให้รู้สึกผิดไม่น้อยที่บังอาจล่วงเกินอย่างเอาแต่ใจ


ซึ่งหากอิงธารไม่ยั้งไว้เสียก่อนอริญชย์ก็ไม่รู้ว่าจะยับยั้งตัวเองได้หรือไม่


“หมอขอโทษที่…”


นิ้วเรียวบางรีบยกขึ้นแตะริมฝีปากที่แดงหนักของคนหน้าเข้มเอาไว้ ร่างบางที่ตอนนี้ขึ้นมานั่งทับอยู่บนตักคนที่สูงกว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ให้คนที่โดนนั่งทับโอบแขนยาวรอบเอวบางนั้นไว้ไม่ให้หล่น


“อิงรักหมอนะคะ”


ก้มลงกระซิบเบาๆชิดริมฝีปากอีกคนอย่างจงใจแกล้ง รสจูบหอมหวานยังตรึงอยู่ให้โหยหา คนที่โดนยั่วจึงออกแรงรั้งเอวบางแน่นขึ้นก่อนยื่นหน้ามาใกล้อย่างหมายจะลิ้มรสริมฝีปากนั้นอีกคราแต่อิงธารเบือนหน้าหลบได้ทัน


“ถ้าจูบอีกทีคราวนี้อิงคงห้ามหมอไม่ไหวแล้วนะคะ”


ให้อีกคนกลืนน้ำลายลงคอยากเย็นอย่างพยายามห้ามใจ บทจะรักขึ้นมาก็ร้อนแรงซะจนตั้งตัวแทบไม่ติดเชียวนะคะหมอขา รสรักที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตจริงช่างแตกต่างจากละครที่เคยเล่นมาเป็นสิบๆเรื่อง


อ่อนหวานแต่เร่าร้อน คำรักที่เคยคิดว่าเอื้อนเอ่ยได้ยากเย็นกลับหลุดปากเปิดใจได้ง่ายดายเมื่อผ่านบทรักเร้ารึง


“หมอออมคะ”


“อืม”


“อิงรักหมอออมนะ”


ยังคลอเคลียอยู่ไม่ห่างเมื่อเส้นบางที่เคยกางกั้นความรู้สึกอึดอัดสับสนที่ต่างคนต่างไม่กล้าเผยความในใจได้ถูกกระชากให้ขาดลงพร้อมกับรอยจูบตราตรึง


“หมอล่ะคะ รักอิงบ้างรึเปล่า” ถึงจุมพิตเมื่อครู่จะแทนคำตอบได้ดีแต่การได้ยินจากปากเจ้าตัวย่อมน่าพึงใจกว่ามาก


“ระ รั..”


ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค เสียงบิดลูกบิดประตูจากนอกห้องก็เหมือนมีใครเอาไฟฟ้ามาช็อตให้สองร่างดีดผึงออกจากกันทันที ก่อนรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติรับคนที่กำลังจะเข้ามาเยือน



และเมื่อประตูเปิดกว้างออก ร่างเล็กบางของเวณิกาก็โผล่เข้ามาตามด้วยร่างสูงใหญ่ล่ำสันของชายหนุ่มรูปงามที่ในวงแขนกำยำมีปอมเมอร์เรเนียนขนปุยสีน้ำตาลที่อริญชย์รู้จักดี


“อ้าว ออม มาได้ไง กำลังคิดเลยว่ารถใครจอดอยู่ที่ลานจอดรถช่องของอิง”


อันที่จริงเวณิการู้ดีเต็มอกว่ารถกระบะสี่ประตูสีดำคันนั้นใครเป็นเจ้าของ ร้ายไม่ใช่เล่นนะยัยน้ำอิงหลอกล่อคุณหมอคนซื่อให้มาส่งถึงที่ห้องจนได้ แล้วอะไรกันไปถึงไหนแล้วละนี่


ตอนเปิดประตูเข้ามาเห็นสีหน้าท่าทางเงอะงะส่อพิรุธทั้งคู่



เวณิกาที่รู้จักทั้งอิงธารและอริญชย์ดียิ่งกว่าใคร ก็พอจะเดาได้ว่าคงมีเหตุการณ์ไม่ธรรมดาก่อนจะเธอจะกลับมาเป็นแน่แท้ โถๆๆๆ ถ้าจะมี "something wrong" กันก็น่าจะบอกใบ้ไว้สักนิดสิจ๊ะน้องอิง พี่จะได้ไม่เปิดประตูทะเล่อทะล่าเข้ามาแบบนี้


ดูสิหมอออมสินผู้น่าสงสารนั่งหน้าแดงคอแดงแทบจะติดอ่างแล้วมั้งนั่น


“ก็มาส่ง เห็นเวย์ไม่ไปรับ”


คุณหมอหน้าขรึมอึกอักซึ่งกว่าจะสรรหาคำหลุดรอดออกจากปากได้ อิงธารก็เอาใจช่วยลุ้นแทบแย่


“อ้าวเหรอ ก็พี่เห็นอิงบอกว่ากลับได้ พี่ก็เลยไม่ได้ห่วงอะไร รู้หรอกน่าว่าคงไม่มีใครใจร้ายพอจะปล่อยให้น้องสาวคนสวยของพี่นั่งแท็กซี่กลับมาเองได้ลงคอหรอก จริงไหมหมอออม”


หมอออมพยักหน้าหงึกๆแทนคำตอบไม่กล้าเงยหน้าสบตาเพื่อนรักด้วยซ้ำ


“ว่าแต่น้องอิงเขาตอบแทนค่าโดยสารด้วยอะไรวะ ออม” สิ้นคำเวณิกา ทั้งอิงธารและอริญชย์ทำตาโตเงยหน้ามองคนพูดแทบจะพร้อมกัน



“อะอะไร แกพูดบ้าอะไร ตอบแทนอะไร”


ชัดเลย เวณิกาคิดในใจก่อนยิ้มทำหน้าซื่อ


“ชั้นหมายถึงว่าน้องสาวชั้นเขาได้เลี้ยงชา กาแฟตอบแทนแกบ้างแล้วรึยัง แล้วแกคิดว่าชั้นหมายถึงอะไรล่ะ แกคิดว่าน้องสาวชั้นจะใช้ร่างกายตอบแทนแกรึไงหา”


“พรวด”


คนหน้าเข้มสำลักกาแฟที่เพิ่งแกล้งยกขึ้นจิบอีกรอบ ให้เพื่อนรักยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้หลุดรอดออกไป


โอ๊ย!!!ตายแล้วเพื่อนชั้นจะหลุดไปถึงไหนเนี่ย


“พี่เวย์พูดอะไรบ้าๆ ตัวเองไม่ยอมไปรับอิงแล้วยังมาพูดจากวนหมอออมเขาอยู่ได้”


อิงธารที่เห็นท่าว่าคุณหมอสุดที่รักคงจะเอาตัวให้รอดจากปากเหยี่ยวอย่างเวณิกาได้ยากจึงต้องรีบออกโรงป้อง



“พี่ก็พูดเล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ทำจริงจะซีเรียสไปใยล่ะคะคุณน้อง”


คราวนี้เวณิกาหัวเราะสะใจอย่างคนถือไพ่เหนือกว่าให้คนเป็นน้องค้อนใส่ปะหลับปะเหลือกแต่เถียงไม่ออก


“แล้วนี่จะไม่มีใครแนะนำให้ผมรู้จักคุณหมอออมบ้างหรือครับ” เสียงหล่อๆของศรุตม์นั่นเองที่แทรกกลางเสียงหัวเราะของเวณิกาให้เงียบลงได้


“เออ ลืมแนะนำไปเลย พีทนี่หมออริญชย์เพื่อนพี่ เรียกว่าหมอออมสินก็ได้ หมอออมสินคนนี้ไงที่น้ำอิงไป workshop ด้วย” หันไปขยิบตาให้แฟนหนุ่มหน้าหล่อหนึ่งทีโดยไม่มีใครทันเห็น


“อ๋อ ครับ พี่เวย์เล่าให้ฟังบ้างแล้ว ผมศรุตม์ วโรรส ครับ เรียกว่าพีทก็ได้ ผมเป็นเพื่อนชายที่สนิทที่สุดของน้ำอิงน่ะครับ”


ไม่พูดเปล่าร่างสูงใหญ่นั้นปล่อยเจ้าปอมน้อยในมือลงบนพื้นก่อนเดินอ้อมมารั้งเอวบางของอิงธารไว้แนบกายจนเจ้าตัวยืนงงทำหน้าไม่ถูก


“หรือถ้าจะเรียกภาษาชาวบ้านก็คือ แฟน นั่นเองครับ”


ยิ้มหล่อโชว์ฟันขาว แต่คนโดนตู่เป็นแฟนแทบจะกรี๊ดใส่หน้า ยิ่งเห็นสีหน้าซีดเผือดของคนหน้าคม อิงธารยิ่งอยากจะหากรรไกรมาตัดลิ้นคนพูด



“ไม่ใช่นะคะ อิงไม่ได้เป็นแฟน ไม่ได้เป็นอะไรกับตาบ้านี่ทั้งนั้น พูดบ้าอะไรน่ะพีท”


หันไปทำเสียงเขียวตาเขียวใส่ ก่อนพยายามแงะมือหนาที่โอบเอวอยู่ให้เจ้าของมือยอมปล่อยแต่โดยดี แต่ยังไม่วายหันไปยื่นมือขวาให้คนตรงหน้าประหนึ่งทักทายอย่างธรรมเนียมชาวตะวันตก


อริญชย์ยกมือขึ้นสัมผัสตอบพอเป็นพิธีเพื่อรักษามารยาท


แม้ในใจจะรุ่มร้อนมากมายตอนได้ยินคำแนะนำตัว รู้แล้วว่าคุ้นหน้าหนุ่มหล่อคนนี้จากที่ใด ศรุตม์ วโรรส พระเอกคู่ขวัญที่มีข่าวว่ารักกันนอกจอกับคนที่เพิ่งบอกว่ารักเธอไปหยกๆนั่นเอง



“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เอ่ยคำทักทายเสียงเบาหวิว จนเวณิกาชักสงสารหน้าจ๋อยๆของเพื่อนรักต้องรีบเฉลย



“พอได้แล้วพีท เลิกแกล้งน้ำอิงซะที” นั่นแหละพีทหรือศรุตม์เลยหัวเราะเสียงดังให้อริยชย์รู้ตัวว่าโดนลองของเข้าให้แล้ว


“ล้อเล่นนะครับ ขำขำ ใครๆเขาก็เข้าใจผิดกันประจำแหละว่าผมกับยัยน้ำเปล่านี่เป็นแฟนกัน”


ยัยน้ำเปล่าที่ว่าเลยหันมาแว้ดใส่บ้าง


“ถ้าทีหลังล้อเล่นอย่างนี้อีก เตรียมจองวัดได้เลยไอ้ล่ำ”


“พอแล้ว ไม่ต้องมาทะเลาะกันเลย ไม่อายแขกบ้างหรือไง โตแล้วนะทั้งคู่เลย”


แม้จะได้ฟังคำเฉลย แต่ท่าทีและสรรพนามที่บ่งบอกความสนิทแนบแน่นนั้นไม่ได้ทำให้คนที่เพิ่งโดนสารภาพรักรู้สึกสบายใจได้เท่าไหร่นัก เหมือนเป็นปมด้อยของคนที่เคยโดนหักหลังที่ถึงแม้แผลเดิมจะหายสนิทแต่ก็ยังทิ้งร่องรอยจารึกไว้ให้จดจำ
คนเป็นหมอจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆก่อนขอตัวกลับ



“เวย์กลับมาแล้ว หมอขอตัวกลับก่อนดีกว่า คุณจะได้พักผ่อน”


เสียงทุ้มนั้นฟังดูเศร้าน่าใจหาย เป็นเพราะไอ้ล่ำแท้ๆ คอยดูเถอะเดี๋ยวแม่จะเล่นงานให้หนักโทษฐานที่บังอาจสร้างความร้าวฉานให้คู่ของคนอื่น อิงธารเข่นเขี้ยวในใจ


“ถ้าอย่างนั้นน้องอิงเดินไปส่งหมอออมที่รถสิ” เวณิกาที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีจากสีหน้าสลดของเพื่อนรักต้องรีบเปิดโอกาสไม่งั้นคงได้เจอชุดใหญ่จากน้องสาวคนสวยแน่ๆ



เมื่อล่ำลาเวณิกากับศรุตและเจ้าขนปุยเรียบร้อย คนที่ขายาวกว่าก็ก้าวพรวดๆแบบไม่รอให้อีกคนได้ตามทันบ่งบอกอารมณ์ที่ไม่ปกติชัดเจน นั่นไง อิงธารคิดไว้แล้วเชียวเป็นเพราะบทรักนอกจอของศรุตม์แท้ๆเชียว


ที่เล่นเอาคุณหมอมาดเซอร์จ้ำอ้าวไม่พูดไม่จา ที่ขนาดว่าถ้าอิงธารไม่รีบสาวเท้าให้ไวคงไม่ทันได้ลงลิฟต์ตัวเดียวกันแน่ๆ


“หมอเป็นอะไรรึเปล่าคะ” ถามปนหอบเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องโดยสารแคบๆตามลำพัง


“เปล่า อันที่จริงคุณไม่ต้องลงไปส่งก็ได้ หมอกลับได้”


คนน้อยใจตอบเสียงเรียบไม่แสดงอารมณ์แต่ก็ไม่ยอมมองหน้าคนที่กำลังคุยด้วยจนอิงธารต้องงัดลูกอ้อนมาใช้


“หึงเหรอคะ” ได้ผลคนหน้าเข้มหันมาสบตาทำหน้าดุใส่


“หึงจริงๆด้วย น่ารักจัง”


“คุณอาจเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับหมอ มันไม่ขำสักนิด”


คนเคยมีปมบอกเสียงเครียดให้อีกคนเลิกทำหน้าระรื่นเมื่อเห็นอีกคนจริงจังจนอยากจะเอ่ยขอโทษก็พอดีกับที่ลิฟท์ลงมาถึงชั้นที่จอดรถ ให้คนที่อารมณ์กำลังกรุ่นก้าวขายาวๆเดินหนีอีกรอบแต่คราวนี้เร็วจนคนตัวเล็กกว่าต้องออกแรงวิ่งเพื่อให้ตามทัน


“อิงขอโทษ หมอฟังอิงก่อนสิคะ”


อริญชย์กำลังจะเปิดประตูรถแต่ถูกมือบางออกแรงรั้งประตูไว้ได้ทัน


“อิงไม่ได้มีอะไรกับพีทจริงๆนะคะ” อธิบายทั้งที่ยังหอบอยู่ในขณะที่อีกคนหันมามองเหมือนไม่เหนื่อยเลยสักนิด


“แต่เขา…”


“อิงรักหมอนะ รักหมอออมคนเดียว”


เสียงดังอย่างคนที่กำลังขัดใจ แต่ถ้อยคำชัดเจนนั้นกลับเป็นเสมือนน้ำเย็นที่ราดรดลงบนหัวใจที่เร่าร้อนให้สงบลงได้ฉับพลัน และอริญชย์ก็โตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะระงับอารมณ์ด้วยสติและเหตุผล


ความหนักแน่นเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในเรื่องความรักจากคำที่พ่อเคยสอนมาตลอด


“ถ้าคิดจะรักใคร ต้องเชื่อใจให้เกียติเขา ถึงแม้วันหนึ่งข้างหน้าเขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ก็ให้คิดซะว่า เราทำบุญร่วมกับเขามาเพียงเท่านั้น”


แล้วในเมื่ออิงธารยอมวิ่งตามมางอนง้อถึงเพียงนี้ยังไม่ควรค่าแก่การเชื่อใจอีกหรือ ยิ่งเห็นท่าท่าเหนื่อยอ่อนหอบแฮ่กๆ ยิ่งน่าเอ็นดูเกินกว่าจะใจร้ายตัดรอนได้ลง


“หมอต้องเชื่ออิงนะคะ” คนสวยหมดสภาพเพราะต้องมาวิ่งตามง้อคนรักที่ถ้าใครมารู้คงเป็นข่าวดังระเบิด คนที่ใจอ่อนนานแล้วจึงยิ้มบางๆให้


“เชื่อแล้วไม่ต้องตะโกนก็ได้ อยากเป็นข่าวหรือไง”


นั่นจึงทำให้อิงธารยิ้มออกมาได้ทั้งน้ำตา คุณหมอจะรู้ตัวหรือไม่ว่าหน้าเศร้าๆกับท่าทีเครียดขึงที่เป็นทำให้คนที่เคยเห็นแต่ด้านอ่อนโยนตลอดมาแทบดิ้นเร่าใจจะขาด ห่วงความรู้สึกของคนหน้าเข้มมากกว่าอะไรในโลกนี้ ที่แม้หากต้องแลกด้วยอะไรอิงธารก็คงต้องยอมเพียงเพื่อจะได้เห็นรอยยิ้มบางๆของคนตรงหน้าคืนมาเป็นของขวัญ


อยู่ๆน้ำใสๆก็เอ่อล้นขอบตาก่อนไหลลงอาบแก้มให้คนสูงกว่ารีบยกมือเรียวขึ้นประคองดวงหน้าสวยหวานที่อาบน้ำตาด้วยความตกใจ


“ร้องไห้ทำไม หมอขอโทษนะคนดี อย่าร้องไห้สิ”


อริญชย์ที่ทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตารู้สึกผิดจนต้องรั้งร่างบางเข้ามาสวมกอดแน่นปลอบประโลมแต่ดูเหมือนความอ่อนโยนนั้นจะยิ่งทำให้คนร่างบางขี้แงมากขึ้น


“โอ๋ๆๆ อย่าร้องสิคะคนดี หมอขอโทษนะ”


“ฮือๆๆ หมออย่าเดินหนีอิงแบบนี้อีกนะคะ สัญญานะ” ส่งเสียงอู้อี้เพราะซุกหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับไหล่กว้าง


“หมอสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก หยุดร้องเถอะเดี๋ยวคนอื่นมาเห็นนะ ไม่อายเขาเหรอร้องไห้หมดสวยเลย”


ปลอบเสียงอ่อนโยนก่อนยกมือเรียวขึ้นเช็ดคราบน้ำตาให้เบามือ คนสวยเลยกลั้นสะอื้นหยุดร้องห่วงสวยขึ้นมาทันที


“สัญญาแล้วนะคะว่าต่อไปมีอะไรห้ามเดินหนีต้องพูดกันให้รู้เรื่องก่อน”


“พูดเหมือนเราเป็นแฟนกันอย่างนั้นแหละ”คนหน้าเข้มที่อารมณ์เบิกบานแล้วแกล้ง
หยอกคืนบ้าง


“ก็ถ้าไม่ใช่แล้วมาจูบเค้าทำไมล่ะ”


กลายเป็นคนตัวบางที่งอนกับคำพูดไม่เข้าหูนั้นแทน ให้คุณหมอโชว์ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี


“ถ้าคุณจะยอมมีแฟนเป็นหมอหมาจนๆ มีชีวิตที่แสนจะจืดชืดคนนี้ หมอรับรองได้ว่าคุณจะได้แฟนที่น่าเบื่อเสมอต้นเสมอปลายแน่นอน”


และที่สำคัญคือเขาจะรักคุณเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ตลอดไป ยังก่อนยังไม่ใช่ตอนนี้ที่จะเอ่ยคำรักถึงจะแน่ใจว่ารัก


แต่คำว่า “รัก” สำหรับอริญชย์นั้นมีความหมายลึกซึ้งมากมายเกินกว่าจะเปล่งออกไปโดยง่าย


ประโยคหลังนั้นจึงดังก้องอยู่เพียงในใจ และดูเหมือนว่าอิงธารก็ดูจะยินดีเพียงพอแล้วกับฐานะคนรักของคุณหมอออมสินคนนี้จนลืมใส่ใจว่าในประโยคนั้นหาได้มีคำว่ารักเจือปนอยู่ด้วยหรือไม่

และสิ่งสุดท้ายที่ทำให้คุณหมอมาดเซอร์ยิ้มฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีตลอดทางขับรถ
กลับบ้านก็คือ คำตอบจากลุงสมบุญ รปภ.วัยดึก ที่อริญชย์ตัดสินใจเปิดกระจกถามถึงบทสนทนาที่ทำให้ลุงยืมส่งยิ้มแฉ่งให้ตอนขับรถเข้ามา



“อ๋อ คุณน้ำอิงแกบอกให้ผมจำรถคันนี้ดีๆนะครับ แกว่ารถแฟนแก วันหลังคงจะมาบ่อยๆ”


ร้ายจริงๆแม่นางเอกหน้าหวาน แต่ก็เป็นความร้ายที่ทำให้โลกสีเทาของหมออริญชย์คนเก่าแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูสดใสได้อีกครั้ง

.......................................................................................

 
หากพบต้นฉบับใดมีเนื้อหาไม่เหมาะสม เข้าข่ายผิดข้อตกลงการใช้งานเว็บ โปรดแจ้ง webmaster@emotionway.com ได้ทันที
เว็บ EmotionWay.com ขอสงวนสิทธิ์ในการการลบเรื่อง หรือข้อความตามความเหมาะสม

ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
copyright © EmotionWay.com All rights reserved.